Search ::
ALL PRODUCTS COMPANY BRANDS
ก่อสร้าง-วัสดุ-รับเหมา
เครื่องจักรกล
เครื่องมือและอุปกรณ์
อุปกรณ์ขนส่ง และลำเลียง
วาล์ว, ปั้ม, ท่อ, นิวเมติก, ไฮดรอลิก
เหล็ก, อลูมิเนียม ,งานโลหะ
พลาสติก, เคมีภัณฑ์
ไฟฟ้า, อิเล็กทรอนิกส์, คอมพิวเตอร์และซอฟท์แวร์
บรรจุภัณฑ์ และการจัดเก็บสินค้า
รถยนต์ - อุปกรณ์ และอะไหล่
พลังงานทดแทน และสิ่งแวดล้อม น้ำ - ระบบบำบัดน้ำ และควบคุมมลภาวะ
เครื่องใช้สำนักงาน โทรศัพท์ ตู้สาขา เฟอร์นิเจอร์ และตกแต่ง
แอร์, เครื่องทำความเย็น
เสื้อผ้า, สิ่งทอ ของใช้ และเครื่องประดับ
ธุรกิจบริการ

 

หัวเรื่อง : เงินบาทแข็งค่า : เสื้อผ้าสำเร็จรูปนำเข้ารุกตลาดหนัก

ประจำวันที่ 03 ธันวาคม 2551

       
 
      สินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปจากต่างประเทศได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในตลาดเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้ว่าประเทศไทยเองจะเป็นผู้ส่งออกเครื่องนุ่งห่มรายใหญ่เป็นอันดับ 11 ของโลก ทั้งนี้เป็นไปตามปัจจัยทางด้านการค้าระหว่างประเทศที่เปิดเสรีมากขึ้นทั้งภายใต้ข้อตกลงองค์การการค้าโลก(WTO)และกรอบข้อตกลงเขตการค้าเสรี(FTA) รวมทั้งปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ มูลค่าการนำเข้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยปรับเพิ่มขึ้นจาก 91.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2540 เพิ่มขึ้นมาเป็น 102.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2545 และ148.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2548 หรือคิดเป็นอัตราขยายตัวในช่วงระหว่างปี 2540-2548 เฉลี่ยร้อยละ 15.6 ต่อปี สำหรับในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2549 มูลค่านำเข้าอยู่ที่ 167.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเพิ่มขึ้นร้อยละ 39.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนโดยมีแหล่งนำเข้าที่สำคัญ 5 ลำดับแรก คือจีน ฮ่องกง อิตาลี สเปน และญี่ปุ่น คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 43.5 ร้อยละ 14.9 ร้อยละ 6.6 ร้อยละ 5.6 และร้อยละ 4.6 ตามลำดับ และคาดว่าตลอดทั้งปี 2549 การนำเข้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยจะมีมูลค่าประมาณ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเพิ่มขึ้นร้อยละ 34.9 แหล่งนำเข้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่สำคัญของไทย การนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ผลิตสินค้าระดับล่าง ซึ่งจะมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าไทย โดยประเทศในกลุ่มนี้ที่สำคัญมี 7 ประเทศได้แก่ จีน อินโดนีเซีย อินเดีย เวียดนาม ลาว กัมพูชา และบังคลาเทศ ซึ่งไทยมีมูลค่าการนำเข้าในกลุ่มนี้คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 52 ของมูลค่านำเข้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปทั้งหมดของไทย ทั้งนี้มูลค่านำเข้าจากประเทศดังกล่าวข้างต้นเพิ่มขึ้นเป็นลำดับจาก 42.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2540 เพิ่มขึ้นมาเป็น 64.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2545 และ 82.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2548 หรือคิดเป็นอัตราขยายตัวในช่วงระหว่างปี 2540-2548 เฉลี่ยร้อยละ 29.8 ต่อปี ส่วนในช่วง 10 เดือนแรกปี 2549 มูลค่านำเข้าอยู่ที่ 86.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเพิ่มขึ้นร้อยละ 30.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน หากพิจารณาในแง่มูลค่านำเข้าในกลุ่มนี้พบว่าจีนเป็นแหล่งเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ไทยนำเข้าคิดเป็นสัดส่วนสูงเป็นลำดับหนึ่งโดยมีมูลค่านำเข้าจาก 40.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2540 เพิ่มขึ้นมาเป็น 61.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2545 และ 71.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2548 ส่วนในช่วง 10 เดือนแรกปี 2549 มูลค่านำเข้ามีทั้งสิ้น 72.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเพิ่มขึ้นร้อยละ 27.0 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาทางด้านอัตราการขยายตัวของมูลค่านำเข้าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาจะพบว่า อินเดียและเวียดนาม เป็นประเทศที่ไทยต้องจับตามองเป็นพิเศษ โดยแม้ว่ามูลค่านำเข้าจะยังไม่สูงมากนักเพียงประเทศละ 3.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในช่วง 10 เดือนแรกปี 2549 แต่เนื่องจากอัตราการขยายตัวทางด้านมูลค่านำเข้าที่สูงมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยมูลค่านำเข้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปจากอินเดียในช่วงปี 2546-2548 ขยายตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 55.3 ต่อปี ส่วนการนำเข้าจากเวียดนามมีอัตราขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 66.7 ต่อปี และการนำเข้ายังคงมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นเนื่องจากการได้รับสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีจากการเป็นประเทศสมาชิกในอาเซียน นอกจากนี้ภายหลังจากเวียดนามเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกเมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาจะทำให้อุตสาหกรรมสิ่งทอของเวียดนามมีการขยายตัวทางด้านการผลิตและการส่งออกเพิ่มขึ้น การนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ผลิตสินค้าระดับราคาปานกลาง-สูง เป็นการนำเข้าจากประเทศที่ผลิตสินค้าประณีต สวยงาม ตามรูปแบบที่คิดขึ้นเองหรือผลิตตามรูปแบบแฟชั่นที่ได้รับความนิยมจากยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา โดยประเทศในกลุ่มนี้ที่สำคัญได้แก่ ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ และไต้หวัน มูลค่านำเข้าในปี 2540มีมูลค่า 20.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ปรับลดลงมาเหลือเพียง 11.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯและ 11.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2541-2542 เนื่องจากกำลังซื้อที่ลดลงภายหลังไทยเจอวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ก่อนที่มูลค่านำเข้าจะปรับเพิ่มขึ้นมาเป็น 20.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2545 และ 32.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2548 ส่วนในช่วง 10 เดือนแรกปี 2549 มูลค่านำเข้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยจากประเทศในกลุ่มนี้มีทั้งสิ้น 35.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเพิ่มขึ้นร้อยละ 54.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน อันเป็นผลจากเงินบาทของไทยที่แข็งค่าขึ้นส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าปรับลดลง ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าประเทศที่มีบทบาทในกลุ่มนี้ได้แก่ฮ่องกงซึ่งเป็นแหล่งนำเข้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปรายใหญ่คิดเป็นลำดับ 2 ของไทยรองจากสินค้านำเข้าจากจีนโดยมีการนำเข้าในช่วง 10 เดือนแรกปี 2549 คิดเป็นมูลค่า 24.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเพิ่มขึ้นร้อยละ 53.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน การนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ผลิตสินค้าระดับสูงและเป็นผู้นำแฟชั่น เป็นสินค้าที่เน้นฝีมือการออกแบบและการตัดเย็บที่นำสมัยสามารถชี้นำแฟชั่นโลกให้ก้าวตามได้ ซึ่งสินค้าในกลุ่มนี้จะมาจากประเทศยุโรปคือ อิตาลี สเปน ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร รวมทั้งสินค้าที่ผลิตจากสหรัฐอเมริกา และส่วนใหญ่มีราคาจำหน่ายค่อนข้างสูงเนื่องจากถือเป็นประเทศต้นแบบแฟชั่นที่ประเทศต่างๆจะเลียนแบบ โดยการนำเข้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปจากกลุ่มประเทศดังกล่าวข้างต้นมีมูลค่า 22.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2540 ก่อนที่จะปรับลดลงภายหลังจากประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจทำให้มูลค่านำเข้าลดลงเหลือเพียง 10.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2541 และ 6.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2542 ก่อนที่ค่อยๆฟื้นตัวจนมีมูลค่านำเข้าเป็น 19.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2548 ส่วนในช่วง 10 เดือนแรกปี 2549 มีมูลค่านำเข้า 30.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเพิ่มขึ้นร้อยละ 80.5 อันเป็นผลจากเงินบาทของไทยที่แข็งค่าทำให้ต้นทุนนำเข้าลดลง โดยประเทศที่มีบทบาทสำคัญในกลุ่มนี้ได้แก่อิตาลีซึ่งเป็นแหล่งนำเข้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 3 ของมูลค่าการนำเข้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปทั้งหมดของไทยมีมูลค่านำเข้าในช่วง 10 เดือนแรกปี 2549 ทั้งสิ้น 11.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเพิ่มขึ้นร้อยละ 40.2 ตลาดนำเข้าเติบโตน่าสนใจ สำหรับการนำเข้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปในปี 2550 คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 260 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับปี 2549 ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าการนำเข้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปจะขยายตัวทั้งในส่วนของเสื้อผ้าสำเร็จรูปจากประเทศที่มีต้นทุนการผลิตต่ำเช่นจีน อินเดีย เวียดนาม และเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่มีราคาปานกลางถึงสูงจากประเทศที่ตราสินค้าเป็นที่นิยมทั้งจากยุโรปและสหรัฐฯรวมทั้งจากประเทศในเอเชียอาทิ ฮ่องกง และญี่ปุ่น เป็นที่น่าสังเกตว่า ค่าใช้จ่ายทางด้านเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มของครัวเรือนไทยมีการเพิ่มขึ้นเป็นลำดับจากประมาณ 311 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน หรือคิดเป็นมูลค่าตลาดเสื้อผ้าสำเร็จรูปประมาณ 70,000 ล้านบาทในปี 2547 เพิ่มขึ้นมาเป็นประมาณ 366 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือนหรือคิดเป็นมูลค่าตลาดเสื้อผ้าสำเร็จรูปประมาณ 84,000 ล้านบาทในปี 2549(ข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ) ดังนั้นจะเห็นได้ว่ามูลค่าตลาดเสื้อผ้าสำเร็จรูปในประเทศในปีหนึ่งๆจะอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง ซึ่งเม็ดเงินดังกล่าวกระจายไปสู่อุตสาหกรรมเกี่ยวข้องต่างๆตั้งแต่การผลิตเส้นใย ปั่นด้าย ทอผ้า ฟอกย้อมพิมพ์ตกแต่ง และสุดท้ายที่เสื้อผ้าสำเร็จรูป รวมแรงงานที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมสิ่งทอทั้งหมดประมาณ 1 ล้านคน ทั้งนี้คาดว่า ตลาดเสื้อผ้าสำเร็จรูปในประเทศนับวันจะถูกสินค้านำเข้ารุกแย่งส่วนแบ่งตลาดกับสินค้าที่ผลิตในประเทศในระดับที่รุนแรงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปจากประเทศที่มีต้นทุนการผลิตต่ำอาทิ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม มีแนวโน้มที่จะเข้ามาสร้างฐานตลาดในไทยเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากสินค้าจากประเทศเหล่านี้เริ่มถูกกีดกันจากประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ทั้งสหรัฐฯและสหภาพยุโรปที่ต่างใช้มาตรการทางการค้าเพื่อปกป้องผู้ประกอบการในประเทศ ส่งผลให้จำเป็นต้องแสวงหาตลาดใหม่ๆที่ประเทศเหล่านี้ยังไม่ได้เข้าไปขยายตลาดอย่างจริงจัง โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นทำให้สินค้าในกลุ่มสินค้าที่แข่งขันทางด้านราคาได้รับผลกระทบ โดยปัจจุบันนอกจากการเข้ามาตั้งตัวแทนจำหน่ายหรือเข้ามาขยายตลาดด้วยตนเองตามแหล่งซื้อขายทั่วไปแล้ว เสื้อผ้าสำเร็จรูปจากต่างประเทศยังมีการรุกเข้าไปจำหน่ายปลีกและส่งยังช่องทางตลาดอิเล็กทรอนิกส์หรืออินเตอร์เน็ตเพื่อให้ผู้สนใจติดตามข้อมูลและสั่งซื้อสินค้าได้สะดวกเพิ่มขึ้นอีกด้วย ดังนั้น เพื่อบรรเทาและลดผลกระทบจากการเข้ามาแย่งตลาดของสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปจากต่างประเทศ ผู้ประกอบการเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยในส่วนที่ผลิตสินค้าที่จำหน่ายในประเทศที่ไม่เน้นตราสินค้าและจำหน่ายในราคาไม่แพงจำเป็นต้องหาหนทางลดต้นทุนการผลิตด้วยการลดการสูญเสียวัตถุดิบในกระบวนการผลิต การย้ายฐานการผลิตไปยังพื้นที่ซึ่งมีแรงงานและค่าจ้างถูกกว่า รวมทั้งต้องพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ผู้ซื้อสามารถเปรียบเทียบได้ว่ามีเหนือกว่าสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ สำหรับในส่วนของผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าในระดับราคาปานกลางถึงสูงภายใต้ตราสินค้าและการออกแบบของตนเองนอกจากต้องพัฒนาคุณภาพสินค้าในเบื้องต้นแล้วยังจำเป็นต้องพัฒนารูปแบบสินค้าให้มีความแตกต่างและโดดเด่นให้ตรงกับรสนิยมของผู้ซื้อที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สำหรับในส่วนของทางภาครัฐเอง นอกจากการออกมาตรการกระตุ้นให้ประชาชนหันมาใช้สินค้าไทยเพื่อลดการนำเข้าแล้ว ขณะเดียวกันก็จำเป็นต้องเข้ามาตรวจสอบอย่างใกล้ชิดว่าสินค้านำเข้าจากต่างประเทศมีราคาขายถูกกว่าความเป็นจริงและได้เข้ามาทุ่มตลาดจนส่งผลเสียหายต่อผู้ผลิตในประเทศอย่างรุนแรงหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อที่จะได้พิจารณาถึงความเป็นไปได้ของการนำเอามาตรการทางการค้าซึ่งองค์การการค้าโลกได้อนุญาตให้ประเทศต่างๆนำมาใช้เพื่อปกป้องตนเองเช่น มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด(Anti-Dumping) มาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น(Safeguard) เป็นต้น กล่าวโดยสรุปแล้ว ในปี 2550 คาดว่ามูลค่าการนำเข้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงทั้งในส่วนของเสื้อผ้าสำเร็จรูปราคาถูกจากประเทศ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย เวียดนาม รวมทั้งเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่มีราคาสูงที่นำเข้าจากประเทศในเอเชียอย่างญี่ปุ่น ฮ่องกง และสินค้าจากยุโรปและสหรัฐอเมริกา ดังนั้น ทั้งภาครัฐและผู้ประกอบการจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะหากปล่อยให้สินค้านำเข้าจากต่างประเทศสามารถขยายฐานตลาดและช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กว้างขวางแข็งแกร่งมากขึ้นจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในประเทศในระดับที่รุนแรง ดังนั้นการเตรียมความพร้อมและเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันเพื่อรองรับการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับผู้ประกอบการในประเทศนับจากนี้ไป

ที่มา http://www.thannews.th.com
       
 

หัวเรื่อง : น้ำมันถูกไม่กระทบอุตสาหกรรมผลิตเอทานอล “เทอดดำริ”ขึ้นโรงงานปลายปี52-ส่งออก100%

ประจำวันที่ 03 ธันวาคม 2551

       
 
     ศูนย์ข่าวขอนแก่น- นักวิชาการม.ขอนแก่น ชี้น้ำมันลดฮวบไม่กระทบอุตสาหกรรมเอทานอล ยกเหตุราคาน้ำมันโลกผันผวนสูง ทั้งมีแนวโน้มหมดไปอีก40-50 ปีข้างหน้า แนะรัฐสนับสนุนเอทานอลให้จริงจัง หวังเป็นกลไกสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศ ขณะที่กลุ่ม “เทอดดำริ”ทุนไทย เชื่อศักยภาพข้าวฟ่างหวานเหมาะแปรรูปเอทานอล ทุ่มเม็ดเงินกว่า 1,200 ล้านบาท ผุดโรงงานเอทานอลพร้อมโรงไฟฟ้าชีวมวล ที่อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ปลายปี 52 นี้ โอ่ศักยภาพผลิตถึง 2 แสนลิตร/วัน เล็งส่งออก 100% พุ่งเป้าจีนและอินเดีย มั่นใจศักยภาพตลาดต้องการสูง สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับลดลงอย่างรวดเร็ว จากที่เคยเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 130-140 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เหลือไม่ถึง 60 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ผลดีทำให้ราคาน้ำมันเบนซิน และดีเซลในประเทศไทย ปรับลดฮวบเหลือเพียง 18-23 บาท/ลิตรเท่านั้น จากที่เคยปรับขึ้นไปสูงสุดเกือบลิตรละ 45 บาท รศ.ดร.ประสิทธิ์ ใจศิล รองคณบดีฝ่ายวิจัย คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.)ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานทดแทนจากพืชน้ำมัน เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันดีเซลและเบนซิน ที่ปรับลดลงอย่างรวดเร็ว เชื่อมั่นว่า จะไม่ส่งผลกระทบต่อแผนและปริมาณการใช้พลังงานทดแทนในประเทศ โดยเฉพาะการใช้เอทานอลที่นำมาผสมกับน้ำมันเบนซินเป็นเชื้อเพลิง แก๊สโซฮอล์ ราคาน้ำมันที่ลดลงเกิดการใช้รถยนต์สูงขึ้น ย่อมทำให้แก๊สโซฮอล์จำหน่ายเพิ่มขึ้นเช่นกัน ปัจจุบันผู้ใช้รถยนต์ เชื่อมั่นแก๊สโซฮอล์สูงมาก ว่ามีคุณภาพสามารถใช้ทดแทนน้ำมันเบนซิน ไม่ทำให้เครื่องยนต์เสียหาย วัดจากยอดจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ มียอดขายสูงขึ้นเรื่อยๆ กระแสตลาดที่ตอบรับสูงนี้ ทำให้สถานีบริการน้ำมันบางแห่งงดจำหน่ายน้ำมันเบนซิน 95 ทั้งขยายสัดส่วนผสมเอทานอลจาก 10% เป็น 20% เป็นทางเลือกแก่ผู้ใช้รถด้วย กรณีราคาน้ำมันลดลง ทำให้ต้นทุนการผลิตเอทานอลปรับลงเช่นกัน เช่นการผลิตเอทานอลจากอ้อย มีต้นทุนค่าขนส่งสูงถึง 40% น้ำมันที่ปรับลงทำให้ต้นทุนการผลิตน้ำตาลและเอทานอลจากอ้อยลดลงตามสัดส่วนดังกล่าว ปัจจุบันอุตสาหกรรมผลิตเอทานอลยังคงเดินเครื่องผลิตตามปกติ โดยมีโรงงานผลิต ณ ปัจจุบันทั้งสิ้น 11 โรงงาน กำลังผลิตรวมประมาณ 1.5 ล้านลิตร/วัน ขณะที่ปริมาณการใช้ในประเทศประมาณ 1 ล้านลิตร/วัน ส่วนที่เหลือส่งออก ทั้งนี้มีโรงงานเอทานอลที่อยู่ระหว่างก่อสร้างอีก 7-8 โรงงาน จะเริ่มเดินเครื่องผลิตปลายปีนี้ถึงต้นปี 52 ซึ่งจะมีปริมาณเอทานอลสูงถึง 2.7 ล้านลิตร/วัน จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการผลิตเอทานอลเพื่อการส่งออกให้มากขึ้น โดยรัฐควรจัดตั้งหน่วยงานกลางเข้ามาดูแลเป็นพิเศษ แม้ว่าในปัจจุบันราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ในอนาคตเมื่อเศรษฐกิจของโลกเริ่มฟื้นตัว ราคาน้ำมันก็จะสูงขึ้นอย่างแน่นอน และจากสถานการณ์ที่น้ำมันดิบอาจจะมีใช้ได้อีกประมาณ 40-50 ปีเท่านั้น การพัฒนาพลังงานทดแทนจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด โดยเฉพาะประเทศไทยที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันมากกว่า 80% แต่มีความพร้อมวัตถุดิบที่จะใช้ผลิตเอทานอลสูงที่สุดประเทศหนึ่งในโลก สถานการณ์ดังกล่าว พลังงานทดแทนจะมีบทบาทสูง จำเป็นต้องสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้แก่ประเทศ โดยเอทานอลถือเป็นพลังงานทดแทนอีกชนิดที่เหมาะสมกับศักยภาพการเพาะปลูกพืชพลังงานของประเทศไทย ภาครัฐต้องกำหนดแผนส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนให้ชัดเจน ทั้งในแง่การผลิตและส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน ทุนไทยเชื่อแนวโน้มเอทานอลสดใส ทุ่ม1.2พันล้านผุดโรงงานปลายปี 52 ล่าสุดเมื่อเร็วๆนี้ มีนักลงทุนไทย สนใจก่อสร้างโรงงานเอทานอล ที่ใช้วัตถุดิบหลักจากข้าวฟ่างหวานถึงร้อยละ 85 ที่ต.ตะเคียน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ขนาดกำลังผลิต 200,000 ลิตร/วัน โดยมีพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยขอนแก่นกับบริษัท เทอดดำริ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ลงทุน ส่วนมหาวิทยาลัยขอนแก่นจะให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการและการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวฟ่างหวานเพาะปลูก ใช้เป็นวัตถุดิบกับโรงงาน ดร.สุพล ศิวิลัย ประธานบริษัทบริษัท เทอดดำริ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทมีโครงการที่จะลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตเอทานอล ในลักษณะลงทุนครบวงจร ก่อสร้างโรงงานผลิตเอทานอลกำลังผลิต 200,000 ลิตร/วัน ควบคู่กับโรงไฟฟ้าชีวมวล ในบริเวณเดียวกัน คาดว่าจะใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 1,200 ล้านบาท แยกเป็นการลงทุนผลิตเอทานอลประมาณ 600 ล้านบาท และโรงไฟฟ้าชีวมวล 600 ล้านบาท การสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล จะทำให้เกิดประสิทธิภาพด้านการผลิตสูงสุด ด้วยการนำกากข้าวฟ่างหวานมาเป็นเชื้อเพลิง เพื่อปั่นกระแสไฟฟ้า ส่งจำหน่ายให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ทำให้สามารถจัดการด้านสิ่งแวดล้อมภายในโรงงานดีขึ้น ทั้งเป็นช่องทางการสร้างรายได้ให้แก่ธุรกิจเช่นกัน ในกรณีการใช้อ้อยมาเป็นวัตถุดิบผลิตเอทานอล ยังมีอุปสรรคจาก พรบ.อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ.2527 ในแง่การแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างชาวไร่กับโรงงาน หากมีการก่อสร้างโรงงานผลิตเอทานอลขึ้นมามากๆ วัตถุดิบที่มีอยู่ในปัจจุบันจะมีไม่เพียงพอสำหรับป้อนโรงงาน การหาวัตถุดิบทางเลือกอื่นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมผลิตเอทานอล จากการวิจัยพืชพลังงานทดแทนมาเป็นระยะเวลานาน พบว่า ข้าวฟ่างหวานเป็นพืชหนึ่งที่มีศักยภาพสูงในการใช้เป็นวัตถุดิบผลิตเอทานอล เนื่องจาก ข้าวฟ่างหวานเป็นพืชอายุเก็บเกี่ยวสั้นเพียงแค่ 100 วัน ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 5 ตัน/ไร่ และใช้ประโยชน์จากลำต้นสดในลักษณะเดียวกับอ้อย ปลูกได้ปีละ 2-3 ครั้ง สามารถให้ผลผลิตเอทานอลสูงใกล้เคียงกับอ้อยประมาณ 60-70 ลิตรต่อตันวัตถุดิบ ปัจจุบันคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีข้อมูลสนับสนุนด้านวิชาการอย่างเพียงพอที่จะถ่ายทอดให้แก่โรงงานผลิตเอทานอลนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้ “เทอดดำริเชื่อมั่นว่า องค์ความรู้ผลงานวิจัยข้าวฟ่างหวาน ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น จะสามารถต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มทางอุตสาหกรรมได้ เบื้องต้นหลังจากลงนามแล้วบริษัทจะส่งทีมงานพร้อมกับนักวิชาการมหาวิทยาลัยขอนแก่นเข้าไปสำรวจพื้นที่ เตรียมส่งเสริมเกษตรกรรอบโรงงาน ปลูกข้าวฟ่างหวานให้เพียงพอต่อการผลิต โดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น จะช่วยเหลือผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวฟ่างหวานให้แก่เกษตรกร”ดร.สุพลกล่าวและว่า การลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตเอทานอลและโรงงานผลิตไฟฟ้าในเขต อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมาครั้งนี้ จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของชาวบ้านในท้องถิ่น ทั้งในแง่การสร้างงาน การกระจายการลงทุน ยกระดับราคาพืชผลการเกษตรในพื้นที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันข้าวฟ่างหวาน จะช่วยให้เกษตรกรมีพืชทางเลือกใหม่ใช้ปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ดร.สุพล กล่าวต่อว่า บริษัท พร้อมที่จะลงทุนก่อสร้างทั้งในแง่เงินลงทุน และแบบก่อสร้างโรงงานเอทานอลและโรงไฟฟ้าชีวมวล เสร็จแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการขออนุญาตก่อสร้างกับหน่วยงานรัฐ ทั้งองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่และกระทรวงที่เกี่ยวข้อง หากสามารถขออนุญาตเสร็จก็พร้อมลงมือก่อสร้างได้ทันที คาดว่าน่าจะสามารถลงมือก่อสร้างได้ประมาณปลายปี 2552 สำหรับด้านการตลาด บริษัทจะผลิตเพื่อการส่งออก 100% ตลาดหลัก คือ จีนและอินเดีย แต่ละประเทศมีประชากรมากกว่า 1,000 ล้านคน รวมกันมากกว่า 2,500 ล้านคน ถือเป็นตลาดใหญ่ของโลก ที่มีความต้องการใช้พลังงานทดแทนสูงมากแห่งหนึ่งของโลก และได้ทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าไว้แล้ว จึงไม่มีความเสี่ยงด้านการตลาด และมีแนวโน้มที่ความต้องการจะเพิ่มขึ้นอีกมากในอนาคต จุดมุ่งหมายการทำธุรกิจ เทอดดำริมุ่งสร้างพันธมิตรทางธุรกิจกับโรงงานผลิตเอทานอลทุกบริษัทในประเทศ ตลาดเอทานอลจึงเน้นส่งออกทั้งหมด ไม่แย่งตลาดในประเทศกับผู้ผลิตอื่น และพร้อมให้ความช่วยเหลือด้านการตลาดกับผู้ผลิตเอทานอล เพื่อช่วยส่งออกเอทานอลไปยังจีนและอินเดีย ที่ยังมีความต้องการเอทานอลอีกมาก

ที่มา http://www.manager.co.th
       
 

หัวเรื่อง : พล.ต.อ ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานใน พิธีถวายสัตย์ปฎิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน

ประจำวันที่ 02 ธันวาคม 2551

       
 
     พล.ต.อ ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานใน พิธีถวายสัตย์ปฎิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ กระทรวงอุตสาหกรรม โดยมีนายดำริ สุโขธนัง ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และพนักงานกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง เมื่อวันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม 2551

ที่มา http://www.industry.go.th
       
 

หัวเรื่อง : อุตฯ เซรามิกกระอักสินค้าจีนทะลักไทย

ประจำวันที่ 02 ธันวาคม 2551

       
 
      นายโชคชัย เลิศเธียรดำรง ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเซรามิก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สินค้าเซรามิกคุณภาพต่ำจากจีนยังคงทะลักเข้ามาในไทยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการเซรามิกไทยที่มีอยู่ทั่วประเทศประมาณ 1,400-1,500 ราย โดยเฉพาะในกลุ่มกระเบื้องปูพื้นและบุผนัง ซึ่งมีอัตราการนำเข้าสินค้าจากจีนสูงขึ้นมากนับจากปี 47 ที่มีมูลค่าเพียง 940 ล้านบาท ล่าสุดปี 50 มีการนำเข้าเพิ่มเป็น 1,978 ล้านบาท นับเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นกว่า 100% และมีแนวโน้มจะขยายตัวต่อไปเรื่อยๆ เฉลี่ยปีละ 30% โดยคาดว่าทั้งปี 51 จะมีมูลค่านำเข้ากระเบื้องเซรามิกจากจีนสูงถึง 2,100 ล้านบาท ในส่วนนี้ ส.อ.ท.กำลังเร่งตรวจสอบว่ามาจากสาเหตุใดและมีกระบวนการอย่างไร ส่วนปัญหาในกลุ่มภาชนะบนโต๊ะอาหารนั้นก็ยังคงมีการลักลอบนำเข้าสินค้าคุณภาพต่ำเข้ามาตามแนวชายแดนเป็นจำนวนมาก สำหรับการแก้ปัญหาเบื้องต้นทางสมาชิกกลุ่มเซรามิก ส.อ.ท.ได้ยื่นหนังสือถึงสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อหารือเรื่องการกำหนดวิธีทดสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกระเบื้องเซรามิกปูพื้น และบุผนังให้ใช้เป็นมาตรฐานบังคับ จากเดิมที่อยู่ในหมวดมาตรฐานทั่วไป โดยเสนอให้แก้ไขมาตรฐานผลิตภัณฑ์ 4 รายการให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับสภาพอุตสาหกรรมปัจจุบันโดยใช้ ISO 13006 เป็นแนวทาง ได้แก่ มอก.37-2529 กระเบื้องดินเผาปูพื้น, มอก.38-2531 กระเบื้องดินเผาโมเสก, มอก.613-2529 กระเบื้องดินเผาเคลือบบุผนังภายใน และ มอก.614-2529 กระเบื้องดินเผาบุผนังภายนอก นายสมชัย ว่องอรุณ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สตาร์ซานิทารีแวร์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายสุขภัณฑ์ “Star” เปิดเผยว่า สำหรับผลกระทบจากการนำเข้าสินค้าจีนคุณภาพต่ำในกลุ่มสุขภัณฑ์นั้นยังไม่รุนแรงเท่ากับกลุ่มกระเบื้องและถ้วย จาน ชาม และมองว่าปัญหาการทะลักเข้ามาของเซรามิกจากจีนนั้นเป็นผลจากระบบแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะมาตรการตรวจสอบมาตรฐานสินค้าของไทยที่ยังไม่มีความเข้มแข็ง

ที่มา http://www.banmuang.co.th
       
 

หัวเรื่อง : คลังเจอพิษเศรษฐกิจ "ทอท.-ปตท."ลดส่งรายได้

ประจำวันที่ 01 ธันวาคม 2551

       
 
 

    สคร.ส่อจัดเก็บรายได้จากรัฐวิสาหกิจไม่เข้าเป้า หลัง "ทอท.-การบินไทย" รายได้ลด ขณะที่ ปตท.กับ การไฟฟ้าฯ รายได้ลดจากการชะลอตัวของกำลังผลิต ชี้กระทบไปเงินปันผลของผู้ถือหุ้น นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กระทรวงการคลัง กล่าวว่า รายได้นำส่งของรัฐวิสาหกิจในงบประมาณปี 2552 คาดว่าจะต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 9.3 หมื่นล้านบาท เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และปัญหาการบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิของ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยเฉพาะรายได้ที่มาจาก บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือ ทอท. และ บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) "การแก้ไขปัญหาเรื่องบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ คงต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาล กระทรวงการคลั งในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของ การบินไทย และ ทอท.คงไม่สามารถควบคุมปัญหาได้" อารีพงศ์ กล่าว ทั้งนี้ คาดว่า การบินไทยจะสูญเสียรายได้วันละ 600 ล้านบาท จากจำนวนเที่ยวบิน 173 เที่ยว ผู้โดยสารวันละ 5,000 คน สินค้าไม่สามารถขนส่งได้ 800 ตันต่อวัน ทั้งนี้ขณะที่ ทอท.คาดว่าจะสูญเสียรายได้ 70-80 ล้านบาทต่อวัน จากจำนวนเที่ยวบินมากกว่า 700 เที่ยว จำนวนผู้ใช้บริการทอท. 1 แสนคนต่อวัน ซึ่งเป็นรายได้ที่ทั้งสองหน่วยงานจะส่งผลต่อเงินนำส่งเข้าคลัง นอกจากนี้ในฐานะที่ทั้งสองบริษัทอยู่ในตลาดหลักทรัพยฯจะส่งผลกระทบในการจ่ายรูปเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นด้วย นอกจากนี้ นายอารีพงศ์ คาดว่า รายได้ของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ. )การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าภูมิภาค ยังมีแนวโน้มที่ลดลงจากภาวะเศรษฐกิจด้วย โดยปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่คาดว่าจะลดลง หลังจากเผชิญกับภาวการณ์ชะลอตัวของภาคการผลิต ขณะที่ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)ก็จะได้รับผลกระทบเช่นกันจากปริมาณการใช้น้ำมันที่ลดลง ด้านการนำส่งรายได้รัฐวิสาหกิจ ประจำเดือนพฤศจิกายน2551นี้ พบว่าคงต่ำกว่าประมาณการเป็นเดือนที่สอง โดยคาดว่ารัฐวิสาหกิจจะนำส่งรายได้ทั้งสิ้น 2,000ล้านบาท จากเป้าที่ตั้งไว้ ประมาณ 4,000 ล้านบาท สำหรับการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจปี2552 จะมีการหารือกันในวันที่ 17 ธันวาคมนี้ เพื่อวางแผนเร่งรัดการเบิกจ่ายให้ได้ตามเป้า ซึ่งจะเชิญตัวแทนผู้บริการรัฐวิสาหกิจทั้ง 15 แห่ง เช่น ปตท. การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) หารือ ซึ่งมีงบลงทุนคิดเป็น 80-90% ของรัฐวิสาหกิจทั้งหมด

ที่มา http://www.naewna.com
       
 

หัวเรื่อง : เครื่องไฟฟ้าห่วยทุบธุรกิจไทยพัง

ประจำวันที่ 01 ธันวาคม 2551

       
 
     นายจารึก เฮงรัศมี ผู้อำนวยการสถา บันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เปิดเผยว่า ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือผู้ประกอบการไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ให้อยู่รอดในภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยเร่งออกมาตรการป้องกันการนำเข้าสินค้าคุณภาพต่ำ เพื่อรักษาตลาดในประเทศ ที่มีมูลค่ากว่า 5 แสนล้านบาท รวมถึงยกเว้นการจ่ายเงินประกันสังคม ลดความซ้ำซ้อนของการจ่ายภาษีสรรพสามิต เป็นต้น เนื่องจากในปี 52 อุตสาหกรรมไฟฟ้าฯ แนวโน้มการเลิกจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น 10-20% จากแรงงานทั้งหมดของอุตสาหกรรมนี้ 5 แสนคน เพราะคำสั่งซื้อ (ออร์เดอร์) เริ่มลดลงต่อเนื่อง และคาดว่าปีหน้าการส่งออกขยายตัวเพียง 0% นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เป็นห่วงธุรกิจขนาดเล็กหรือธุรกิจครัวเรือนที่ในจังหวัดสมุทรปราการ 10,000 แห่ง มีการจ้างงาน 3-4 หมื่นคน เสี่ยงต่อการปิดกิจการอย่างมาก หลังจากที่พบตัวเลขผลสำรวจของโรงงานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเตรียมเลิกจ้างแรงงานจำนวนมาก เนื่องจากรับภาวะต้นทุนไม่ไหว ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องทำให้ผู้บริโภคภายในประเทศระมัดระวังการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ก่อนหน้าสมาชิกสภาอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ ได้ข้อสรุปตัวเลข พบว่า อุตสาหกรรมมีแนวโน้มลดพนักงานทั้งหมด 12.4% ไม่แน่ใจที่จะลดพนักงาน 31.6% ผลประกอบการที่ต่ำกว่าเป้าหมาย 68.4 % ลดการทำงานล่วงเวลาหรือโอที 2.7% แหล่งข่าวจากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) กล่าวว่า ลูกหนี้ของธนาคารจำนวนมาก ขอเลื่อนวันชำระหนี้เนื่องจากจ่ายเงินตามกำหนดไม่ได้เพราะจำหน่ายสินค้าลำบาก.

ที่มา http://www.dailynews.co.th
       
 

หัวเรื่อง : อาหารขาดทุนสต๊อก2หมื่นล้าน

ประจำวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

       
 
      ชี้ลูกค้าได้เปรียบโดดขี่คอกดราคาซื้อผู้ส่งออกหนีตายวิ่งหาตลาดใหม่แทน

    นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสถา บันอาหาร เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมอาหารได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกอย่างมากเนื่องจากผู้ค้าชะลอคำสั่งซื้อ (ออร์เดอร์) รวมถึงต่อรองราคาให้ต่ำลงเพื่อนำไปจำหน่ายสินค้าในราคาถูกส่งผลให้ในไตรมาส 4 ของปี 51 (ต.ค.-ธ.ค.) ภาคอุตสาหกรรมอาจขาดทุนสต๊อกสินค้า 5-10% หรือ 1-2 หมื่นล้าน เพราะในไตรมาสที่ 3 ผู้ประกอบการได้สั่งซื้อวัตถุดิบราคาแพงเก็บในสต๊อกเพื่อผลิตส่งออกอาหารในช่วงปลายปีจำนวนมาก โดยเฉพาะวัตถุดิบที่นำเข้ามีมูลค่าถึง 1.95 แสนล้านบาท เพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 60.3%

    สำหรับวัตถุดิบนำเข้าในสต๊อกที่สำคัญในไตรมาส 3 เช่น ถั่วเหลือง 390,220 ตัน เพิ่มขึ้น 448.4% มูลค่า 8,291 ล้านบาทเพิ่ม 824.3%, ข้าวสาลี 125,388 ตัน ลดลง 19.9% มูลค่า 1,888 ล้านบาท เพิ่ม 31.7%, ผลไม้สดและแห้ง 73,188 ตัน เพิ่ม 59.4% มูลค่า 2,326 ล้านบาท เพิ่ม 66.5%, ปลาแช่แข็ง 359,225 ตัน เพิ่ม 21.7% มูลค่า 20,381 ล้านบาท เพิ่ม 57.1%, ปลาทูน่า 244,127 ตัน เพิ่ม 38.7% มูลค่า 15,629 ล้านบาท เพิ่ม 79.5%, ปลาแมคเคอเรล 26,318 ตันเพิ่ม 223.3% มูลค่า 912 ล้านบาท เพิ่ม 272.4%

    เนื้อปลาแบบฟิลเลแช่แข็ง 3,328 ตัน เพิ่ม 70.8% มูลค่า 428 ล้านบาท เพิ่ม 43.1%, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 23,353 ตันเพิ่ม 27% มูล ค่า 2,163 ล้านบาทเพิ่ม 45% และพบว่าปัญหา วัตถุดิบสำคัญที่ผลิตในไทย เช่น ข้าว และมันสำปะหลังในสต๊อกมีทุนสูงมาก ส่วนหนึ่งมาจากนโยบายการรับจำนำข้าวที่รัฐบาลตั้งไว้ในราคาที่สูง

    “ลูกค้าจำนวนหนึ่งชะลอการสั่งซื้อเพียงแต่รอสถานการณ์เศรษฐ กิจโลกอีกครั้ง แต่จำนวน มากยังจำเป็นต้องสั่งซื้อ จึงต่อรองราคาให้ต่ำลง เพราะอ้างว่าปัจจุบันต้นทุนการผลิตและราคาน้ำ มันต่ำ ที่สำคัญต้องขายให้ผู้บริโภคในราคาต่ำด้วยเนื่องจากมีการแข่งขันด้านราคาสูง ส่งผลให้ผู้ ส่งออกต้องยอมขายในราคาต่ำเพื่อนำเงินมาหมุนสภาพคล่อง ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่เก็บได้ไม่นาน เช่น ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์แปรรูป เป็นต้น”

    ทั้งนี้แม้จะมีปัญหาขาดทุนสต๊อกแต่ก็เป็นระยะสั้นและหากดูในภาพรวมของอุตสาห กรรมอาหารไทย 9 เดือนของปีนี้มีมูลค่าส่งออก 599,090 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.5% เพราะสินค้าอาหารยังมีราคาสูงอยู่

    ในอนาคตผู้ส่งออกไทยต้องเน้นหาตลาดใหม่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะตลาดรัสเซีย จีน บราซิลและอินเดีย ที่มีมูลค่าส่งออกอาหารไทยเพียง 6% ของมูลค่าส่งออกอาหารทั้งหมด เพราะเป็นกลุ่มประเทศที่มีอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ ในระดับดีอยู่ ส่วนตลาดหลักอย่าง สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งมีสัดส่วนส่งออกอาหารไทยถึง 40% คงต้องลดปริมาณเนื่องจากในปี 52 อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจติดลบหมด

    นายเดช พัฒนเศรษฐพงษ์ นายก สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่า ในปี 52 คาดว่าส่งออกเครื่องนุ่งห่มไทยมีมูลค่า 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือ 24,000 ล้านบาทไม่ขยายตัวจากปี 51 เนื่องจากตลาดหลัก เช่น สหรัฐ และยุโรปประสบปัญหาการบริโภคลดลง.


ที่มา http://www.dailynews.co.th
       
 

หัวเรื่อง : งานแสดงสินค้า “ลำปางล้านนา เซรามิก แฟร์” ครั้งที่ 21

ประจำวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

       
 
      ระหว่างวันที่ 1 - 10 ธันวาคม 2551 ณ ศูนย์แสดงและจำหน่ายสินค้าเซรามิกและหัตถอุตสาหกรรม จังหวัดลำปาง

    สมาคมเครื่องปั้นดินเผาจังหวัดลำปาง ร่วมกับ จังหวัดลำปาง และ ศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมเซรามิก จัดงาน “ลำปางล้านนา เซรามิก แฟร์” ครั้งที่ 21 พร้อมเปิดตัวศูนย์แสดงและจำหน่ายสินค้าเซรามิกและหัตถอุตสาหกรรมใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 1-10 ธันวาคม 2551 ณ ศูนย์แสดงและจำหน่ายสินค้าเซรามิกและหัตถอุตสาหกรรมจังหวัดลำปาง อ.เกาะคา จ.ลำปาง

    กิจกรรมภายในงาน ผู้เที่ยวชมงานจะได้สัมผัสความยิ่งใหญ่ อลังการ ของอาคารศูนย์แสดงและจำหน่ายสินค้าเซรามิกและหัตถอุตสาหกรรม แถมยังตื่นตากับสินค้าเซรามิกคุณภาพส่งออก จากผู้ประกอบการ ในราคาโรงงาน พร้อมชมนิทรรศการและผลงาน การประกวดออกแบบผลิตภัณฑ์เซรามิกปี 2551 จากฝีมือคนไทยจากทั่วประเทศ และพบกับสินค้าอุปโภค บริโภคหลากหลาย จากสภาอุตสาหกรรมจังหวัดลำปาง และสินค้า OTOP ติดดาวอีกมากมาย

    นอกจากนี้สีสันภายในงานยังมีอีกมากมาย อาทิ การประกวด Miss Ceramic 2008 ซึ่งเชิญชวนสาวงาม จากทั่วทิศ มาร่วมประกวด และสัมผัสกับโลกของอุตสาหกรรมเซรามิก เพื่อนำไปเผยแพร่ต่อไป ส่วนกิจกรรมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของกลุ่มโรงงานเซรามิกนั้น มีการประกวดลูกทุ่ง เซรามิก แฟร์ คอนเทสต์ เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานเซรามิกได้แสดงความสามารถด้านการร้องเพลงลูกทุ่ง อีกทั้งยังมีการแข่งขันเพ้นท์ชามไก่ การแข่งขันเรียงภาชนะจากเซรามิกหรรษา “คอนโดเซรามิกหรรษา”

    อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้เที่ยวชมได้พาบุตรหลานไปร่วมแสดงความสามารถชิงรางวัล “หนูน้อยคนเก่ง” การแข่งขัน ความสามารถด้านการเต้นของเยาวชน “Green World Power Dance”และกิจกรรม “จากวันแม่ถึงวันพ่อ” เพื่อส่งเสริมความรักในครอบครัว พร้อมทั้งชมนิทรรศการ เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวันพ่อแห่งชาติ และการแสดงบนเวทีของเด็กและเยาวชน ณ เวทีกลาง ทุกวัน พร้อมกับความบันเทิง อาหารอร่อย หลากหลายที่ลานเบียร์ทุกค่ำคืน

    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
    สมาคมเครื่องปั้นดินเผา ลำปาง โทร.054-226300 http://www.ceramiclampang.com


ที่มา http://www.dailynews.co.th
       
 

หัวเรื่อง : ทาทา เปิดตัว “ซีนอน ซูเปอร์ ซีเอ็นจี”

ประจำวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

       
 
     ทาทา มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด สร้างสีสันกระหึ่มงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 25 ด้วยการเนรมิตบูธทาทา ให้เป็นป่านิเวศ เน้นเรื่องความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมซึ่งตรงกับแนวคิดของงานปีนี้ พร้อมการเปิดตัว “ซีนอน ซูเปอร์ ซีเอ็นจี” รถปิกอัพคันแรกในตลาดรถของไทย ที่ใช้ระบบเครื่องยนต์ ซีเอ็นจี แท้ทั้งระบบ 100% ให้ความประหยัด และมีมลพิษต่ำกว่ารถปิกอัพทั่วไป นับเป็นการเปิดตัวเป็นครั้งแรกในโลกอีกด้วย ทาทา ซีนอน ซูเปอร์ ซีเอ็นจี เอ็กซ์เท็นด์แค็บ CLE เปิดตัวด้วยราคาพิเศษช่วงแนะนำเพียง 519,000 บาท นายอาจิต เวนคาทารามัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทาทา มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงการเปิดตัวรถปิกอัพ เครื่องยนต์ซีเอ็นจีแท้ทั้งระบบว่า “ทาทารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมยานยนต์ และมีโอกาสเข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ๆ ให้กับลูกค้า ด้วยสินค้าที่มีความแตกต่าง และโดดเด่นจากคู่แข่งในตลาดอย่างแท้จริง ซึ่งลูกค้าของทาทาจะได้เลือกใช้รถปิกอัพที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน ใช้ในการประกอบอาชีพอย่างแท้จริง เป็นรถที่สร้างรายได้ ประหยัดกว่าทั้งในเรื่องการบำรุงรักษา และค่าเชื้อเพลิง ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดที่ทาทาได้มีโอกาสเปิดตัวรถปิกอัพ “ซีนอน ซูเปอร์ ซีเอ็นจี” เป็นครั้งแรกในโลก ให้ลูกค้าชาวไทยได้มีโอกาสสัมผัสรถยนต์พลังงานทางเลือกนวัตกรรมล่าสุด ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงต่ำกว่า ประหยัดกว่ารถปิกอัพทุกคันที่มีวิ่งอยู่ในประเทศไทย จากนโยบายของรัฐบาลที่กำหนดให้ราคาของก๊าซต่ำกว่าราคาดีเซลอย่างน้อยครึ่งต่อครึ่ง” ปิกอัพฉีกกฎ “ซีนอน ซูเปอร์ ซีเอ็นจี” เครื่องยนต์ 2.1 ลิตร DOHC หัวฉีดมัลติพอยต์ แรงม้าสูงสุด 115 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 175 นิวตันเมตร ที่รอบต่ำเพียง 3,750 รอบ/นาที โดดเด่นด้วยระบบเครื่องยนต์ซีเอ็นจีแท้ทั้งระบบ ใช้วัสดุอุปกรณ์ชั้นนำคุณภาพสูงสุด ที่ผ่านการทดสอบและคัดเลือกมาเพื่อระบบเครื่องยนต์ซีเอ็นจีโดยเฉพาะ อาทิ ระบบท่อก๊าซใช้ของ Sandvik เยอรมัน และ Swagelok สหรัฐอเมริกา วาล์วนิรภัยของ OMB อิตาลี ช่วยป้องกันอุบัติเหตุจากการรั่วซึม แรงดัน และอุณหภูมิ ส่วนระบบประมวลผลอัจฉริยะคำนวณการผสมผสานก๊าซ อากาศ สภาพการขับขี่ ใช้ของ Bosch เยอรมัน และเซ็นเซอร์ของ Valeo ฝรั่งเศส เป็นต้น การปรับกำลังอัดภายในเครื่องยนต์ให้เหมาะสมกับเชื้อเพลิง CNG เพื่อการเผาไหม้ที่สมบูรณ์สูงสุด เครื่องยนต์จึงทำงานอย่างราบเรียบ และยิ่งไปกว่านั้น เครื่องยนต์ยังถูกออกแบบให้เหมาะกับการใช้งานที่สมบุกสมบัน ทนทานในทุกสภาพการใช้งาน ประหยัดเชื้อเพลิงสูงสุด และบำรุงรักษาง่าย จุดเด่นอื่นๆ ของทาทา ซีนอน ซูเปอร์ ซีเอ็นจี อาทิ ผ่านการทดสอบอย่างหนักหน่วง ทุกสภาพการใช้งานจริง บนทุกสภาพถนนของไทย, ผ่านการทดสอบการใช้เชื้อเพลิงซีเอ็นจี ที่มาจากแหล่งต่างๆ ของประเทศไทย จากนั้นจึงได้นำข้อมูลมาปรับแต่งการทำงานของเครื่องยนต์ให้เหมาะสมลงตัว กับแหล่งก๊าซในประเทศไทยให้มากที่สุด เพื่อตอบสนองการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัวกับทุกความต้องการของลูกค้าที่ต้องการรถปิกอัพที่สร้างเสริมรายได้ในยุคเศรษฐกิจปัจจุบัน, จัดวางถังซีเอ็นจีไว้บนโครงสร้างตัวถัง ใต้พื้นกระบะ ให้ความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งทำให้พื้นที่สำหรับขนส่งสินค้ายังสามารถใช้งานได้เช่นเดียวกับรถปิกอัพทั่วไป ในขณะที่รถที่ถูกนำมาดัดแปลงเพื่อติดตั้งถังซีเอ็นจีภายหลัง จะต้องเสียพื้นที่บรรทุกในกระบะไปพอสมควร และรับประกัน 3 ปี 100,000 กิโลเมตร กลุ่มลูกค้าเป้าหมายค่อนข้างจะชัดเจน และแตกต่างจากคู่แข่งในตลาด อาทิ กลุ่มผู้ใช้รถประจำถิ่นที่ใช้งานขนส่งสินค้าบนเส้นทางที่แน่นอน และอีกกลุ่มที่มีศักยภาพมาก คือลูกค้ากลุ่มบริษัทใหญ่ๆ ที่มีค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงสูงมากๆ การเลือกใช้ CNG จะทำให้ต้นทุนในการบริหารจัดการต่ำลงทันทีอย่างน้อย 30-50% เชิญพบกับรถทาทา ซีนอนใหม่ ได้ที่บูธทาทา ซึ่งในงานมอเตอร์เอกซโปครั้งนี้ ทาทา ได้สะท้อนแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม ออกมาในการจัดแต่งบูธ ด้วยต้นไม้ใหญ่ นำป่ามาสู่เมือง จัดแสดงรถในสวนสวย ลูกค้าที่มาเยี่ยมชมบูธของทาทา จะได้ชมรถทาทา ซีนอน ครบทุกรุ่น ทั้งรุ่นดับเบิลแค็บ เอ็กซ์เท็นด์แค็บ เครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตร และยังมีโอกาสร่วมสนุก เล่นเกม ชิงของรางวัลมากมาย ส่วนลูกค้าที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ ทาทาก็ยังได้จัดเตรียมรถทดสอบให้ลูกค้าได้ทดลองสมรรถนะได้อย่างเต็มที่ ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 10 ธันวาคม ศกนี้ ที่เมืองทอง

ที่มา http://www.banmuang.co.th
       
 

หัวเรื่อง : อบจ.ภูเก็ตทุ่มงบ 2 ล้านระบบซอฟต์แวร์

ประจำวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

       
 
      เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการ (POC) นายวรพจน์ รัฐสีมา รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานการประชุมคณะทำงานกำหนดมาตรการในการควบคุมดูแลเรือสำราญ และกีฬาประเภทเรือยอชท์โดยมี นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ภูเก็ต และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม นายไพบูลย์ กล่าวว่า ตามที่จังหวัดภูเก็ตได้ดำเนินการประกาศให้ท่าเทียบเรือฉลองเป็นช่องทางนำเรือและเป็นจุดรับแจ้งและลงทะเบียนเรือยอชท์ที่เข้ามาในจังหวัดภูเก็ต โดยจัดตั้งให้เป็นศูนย์ One Stop Service สำหรับให้บริการนักท่องเที่ยว มีหน่วยงานที่เข้ามาให้บริการประกอบด้วย ด่านตรวจคนเข้าเมืองภูเก็ต สำนักงานขนส่งทางน้ำที่ 5 สาขาภูเก็ตและด่านศุลกากรจังหวัดภูเก็ต โดยมี อบจ.เป็นหน่วยงานสนับสนุนด้านสถานที่ และการบริหารจัดการภายในศูนย์ฯ เนื่องจากปัจจุบันระบบการลงทะเบียนการให้บริการผ่านแบบฟอร์มเกิดความล่าช้า จึงได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานฯ ในการวางแผน หรือวางมาตรการควบคุมดูแลเรือยอชท์เพื่อดำเนินการให้ถูกต้อง “โดยในเรื่องของการจัดทำระบบการลงทะเบียนใหม่นั้น กลุ่มงานข้อมูลสารสนเทศ และการสื่อสารสำนักงานจังหวัด และสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) สาขาภูเก็ต เป็นที่ปรึกษาในการศึกษาและวางแผนการปรับปรุงให้บริการในศูนย์ฯ เพื่อพัฒนาระบบซอฟต์ แวร์สำหรับบริการลงทะเบียนข้อมูลผู้ที่เดินทางเข้ามาในจังหวัดภูเก็ตผ่านทางเรือ โดยมีจุดให้บริการรับลงทะเบียน ณ ท่าเรือฉลอง โดย อบจ.ภูเก็ต รับเป็นเจ้าภาพสนับสนุนงบประมาณ กว่า 2 ล้านบาท โดยให้จังหวัดภูเก็ต เป็นตัวขับเคลื่อนหน่วยงานราชการซึ่งประกอบด้วย ด่านศุลกากร ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และขนส่งทางน้ำ เพื่อนำเข้าสู่สภา อบจ. เข้าข้อบัญญัติงบประมาณปี 2552” นายไพบูลย์ กล่าว.

ที่มา http://www.dailynews.co.th
       
 

หัวเรื่อง : สสว. จัดเสวนา “White Ocean Strategy” เสริมกลยุทธ์ SMEs

ประจำวันที่ 26 พฤศจิกายน พ..ศ. 2551

       
 
      สสว. จัดเสวนา White Ocean Strategy เพื่อเปิดมุมมองและโลกทัศน์ใหม่ๆให้กับผู้ประกอบการ SMEs นายภักดิ์ ทองส้ม รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า จากที่ สสว.มีบทบาทในการร่วมสร้างโอกาส ส่งเสริม และสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ทั้งในด้านการเพิ่มขีดความสามารถ และการเสริมสร้างองค์ความรู้ เพื่อให้เติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ซึ่งในส่วนของการเสริมสร้างองค์ความรู้นั้น สสว.ได้ดำเนินโครงการ SMEs Talk ซึ่งเป็นงานเสวนาเพื่อเปิดมุมมองและโลกทัศน์ใหม่ในการทำธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ SMEs

โดยในครั้งนี้ สสว. ได้จัดเสวนาในหัวข้อ “White Ocean Strategy กลยุทธ์ธุรกิจสีขาว” ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์แนวใหม่ในการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับสภาวเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยได้รับเกียรติจากคุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีซี คอลซัลแทนส์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง คอมมูนิเคชั่น จำกัด และผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ดีเอ็มจี มาเป็นวิทยากรรับเชิญ

“การเสวนาครั้งนี้จะเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ SMEs ที่ควบคู่ไปกับหลักธรรมาภิบาล นั่นคือ การยึดมั่นในหลักศีลธรรม และหลักจริยธรรม รวมถึงการตอบแทนให้กับสังคม อันจะนำมาซึ่งการแข่งขันในตลาดได้อย่างมีความสุข และประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน” นายภักดิ์กล่าว

สำหรับโครงการ SMEs Talk ซึ่งดำเนินงานภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนาความรู้แก่ SMEs ของ สสว. เป็นการเสวนาภายใต้แนวความคิดในการ “มองโอกาส...เพื่อสร้างธุรกิจ” โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะการจัดการธุรกิจให้เจ้าของกิจการ ผู้เริ่มต้นธุรกิจ หรือผู้ที่สนใจจะทำธุรกิจ เป็นการเปิดมุมมองใหม่ๆ ในการทำธุรกิจ โดยการเชิญผู้มีประสบการณ์มาร่วมเปิดมุมมองใหม่ในการทำธุรกิจ และเป็นเวทีในการสนทนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการดำเนินธุรกิจร่วมกัน

นอกจากนี้ ยังมีการเสริมสร้างองค์ความรู้ในรูปแบบต่างๆ เช่น โครงการ e-SMEs University หรือมหาวิทยาลัยทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมและเพิ่มพูนความรู้ในการดำเนินธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ โดยรูปแบบการเรียนรู้ด้วยตนเองในระบบ e-Learning ผ่านทางเวปไซต์ www.sme.go.th และโครงการ SMEs Tool Kit คู่มือที่ประมวลองค์ความรู้และคำแนะนำเกี่ยวกับการเริ่มต้นและดำเนินธุรกิจ เป็นต้น ทั้งนี้ผู้ประกอบการที่ไม่สามารถเข้าร่วมฟังการเสวนาในครั้งนี้ สามารถดาวโหลด VDO Clip งานเสวนาดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์ www.sme.go.th ได้ในภายหลัง


ที่มา http://www.industry.go.th
       
 

หัวเรื่อง : นักขายมือทองบนโลกไซเบอร์

ประจำวันที่ 26 พฤศจิกายน พ..ศ. 2551

       
 
      การทำธุรกิจซื้อ-ขายสินค้าในอินเทอร์เน็ต หรือที่เรียกว่า “อี-คอมเมิร์ซ”ให้ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายๆ หรือทำกันได้ทุกคน เนื่องจากยังมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ตัวสินค้า” ที่จะนำมาขาย จะสามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ซื้อได้มากน้อยเพียงใด

แต่กับ นายปิยะพันธุ์ รัตนาคาร หรือ “พันธุ์”จาก จ.เชียงใหม่ ที่เริ่มต้นจากความไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์ มีแต่เพียงความมุ่งมั่น ตั้งใจจริง ที่จะทำธุรกิจบนโลกไซเบอร์ และพยายามที่จะค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับอี-คอมเมิร์ซตลอดเวลา จนเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยเปิดประตูโลกการค้าออนไลน์ ของเขาให้ประสบความสำเร็จ ด้วยการเป็นนักขายมือทองระดับ Power Seller ของอีเบย์โดยการใช้เวลาเพียง 5 ปี เท่านั้น

    คุณปิยะพันธุ์ บอกถึงจุดเริ่มต้นที่หันมาจับธุรกิจบนค้าขายออนไลน์ในอีเบย์ว่า เริ่มต้นครั้งแรกในปี 2546 โดยก่อนหน้านั้นก็ได้ประกอบธุรกิจเล็กๆ เป็นของตนเองอยู่แล้ว หลังจากที่สนใจทำขายสินค้าบนอินเทอร์เน็ต ก็เริ่มศึกษาเกี่ยวกับวิธีการซื้อขายบนเว็บไซต์อีเบย์เป็นเวลาประมาณ 3 เดือน จากนั้นจึงเริ่มลงมือขายสินค้าโดยในปีแรกได้นำสินค้าเล็กๆน้อยๆ มาขายก่อน ตั้งแต่ แม่เหล็กติดตู้เย็น หนังสือ และแคตตาล็อคหายากที่ไม่มีขายในเมืองไทย หรือแม้กระทั่ง ใยบวบใช้ขัดผิว ที่มีราคาเพียง 1 เหรียญสหรัฐฯ นักขายมือทองคนนี้ก็นำมาโฟสต์ขายบนเว็บไซต์ และก็สามารถขายได้ด้วย

เมื่อมีความชำนาญมากขึ้น ก็ได้ขยายไลน์สินค้าให้หลากหลายมากขึ้น โดยนำสินค้าพื้นเมืองที่เป็นงานฝีมือมาขายเพิ่มจนกระทั่งหันมาจับงานขายสินค้าประเภทอัญมณีและเครื่องประดับ ที่ตนเองมีความรู้และเชี่ยวชาญจากประสบการณ์ที่เคยทำงานในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับมาก่อน

    โดยในช่วงแรกของการทำธุรกิจเกี่ยวกับอัญมณีบนอีเบย์ ได้เริ่มต้นจากการซื้อพลอยจากนักขายที่มีชื่อเสียงเป็นที่เชื่อถือจากต่างประเทศ จากนั้นก็นำมาขายให้ผู้ผลิตเครื่องประดับในประเทศไทย ซึ่งจุดเริ่มต้นครั้งนั้นสามารถทำกำไรได้อย่างงาม จึงได้เริ่มต้นทำธุรกิจการค้าออนไลน์อย่างจริงจังทันที

    อุปสรรคที่พบในการทำธุรกิจในช่วงแรก คือเรื่องภาษา เนื่องจากตนเองไม่เก่งภาษาอังกฤษ จึงใช้วิธีเปิดพจนานุกรมไทย-อังกฤษ เพื่อโต้ตอบกับผู้ซื้อที่อีเมล์มาสอบถามรายละเอียดของสินค้า และต้องศึกษาเรื่อง “คีย์ เวิร์ด” ให้ดี เพราะสินค้าบางอย่างฝรั่งจะเรียกไม่ตรงกับไทย เมื่อผู้ซื้อเสิร์ซหาก็จะไม่เจอสินค้าของเรา

    นอกจากนี้ในเรื่องของรูปสินค้าก็สำคัญ ต้องถ่ายรูปให้สวยงาม เพราะมีส่วนที่จะทำให้ผู้ซื้อสนใจในตัวสินค้า และต้องลงรายละเอียดของสินค้าให้ถูกต้องชัดเจน รวมถึงเรื่องการโอนเงิน และการส่งสินค้า ฯลฯ

    กลยุทธ์การเสนอขายสินค้าง่ายๆที่ คุณปิยะพันธุ์ นำมาใช้ก็คือ เวลาที่จะโพสต์สินค้าขึ้นบนเว็บไซต์จะต้องเป็นเวลาที่ผู้ซื้อหรือลูกค้าจะต้องอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ โดยจะต้องคำนึงถึงเรื่องไทม์ โซน เป็นสำคัญ ซึ่งในปัจจุบันลูกค้าสำคัญที่สนใจสินค้าประเภทอัญมณีและเครื่องประดับ ก็คือ ลูกค้าที่อยู่ในอเมริกา และยุโรป ส่วนในเอเชีย ก็คือ ประเทศออสเตรเลีย

    คุณปิยพันธุ์ บอกต่อว่า อัญมณีและเครื่องประดับที่นำขึ้นไปขายบนเว็บไซต์มีตั้งแต่ราคาหลักสิบเหรียญสหรัฐฯ ไปจนสูงสุดที่เคยขายได้ คือ 1,300 เหรียญสหรัฐฯ โดยปัจจุบันการทำธุรกิจซื้อขายบนอีเบย์สามารถสร้างรายได้ให้ถึง 1 ใน 3 ของรายได้ทั้งหมด และปัจจุบันมีทีมงานทั้งหมด 5 คน และได้ลงประกาศขายสินค้าในแต่ละเดือนเป็นจำนวน 1,500-2,000 รายการ โดยตนเองมีหน้าที่เป็นผู้นำและรับผิดชอบด้านการวางแผน การจัดโปรโมชั่น การจัดซื้อสินค้าและบริหารสินค้าคงเหลือ รวมทั้งดูแลเรื่องการชำระเงิน ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมงในแต่ละคืนอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ส่วนทีมงานอีก 5 คน จะเป็นผู้ดูแลเรื่องงานถ่ายภาพสินค้า ลงประกาศขายสินค้าในอีเบย์ การบรรจุหีบห่อและจัดส่งสินค้า ตลอดจนงานด้านลูกค้าสัมพันธ์ ที่ต้องติดต่อประสานงานและตอบข้อซักถามของลูกค้า

    สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คุณปิยะพันธุ์ บอกว่า การซื้อขายสินค้าแบบนี้ลูกค้าจะไม่สามารถเห็นสินค้าของจริงได้ นอกจากรูปถ่ายและรายละเอียดของสินค้า เราจึงจำเป็นต้องให้ลูกค้าสามารถเปลี่ยนหรือส่งคืนสินค้าได้หากไม่พอใจ ซึ่งเรื่องนี้ลูกค้าชาวต่างชาติจะให้ความสำคัญมาก อย่างไรก็ตามการทำธุรกิจที่ผ่านมาสินค้า 1,000 ชิ้น มีเพียง 1 ชิ้นเท่านั้นที่ลูกค้าไม่พอใจ ก็จะให้ส่งสินค้ากลับคืนมาแล้วทางเราก็จะส่งเงินกลับคืนให้ลูกค้าไป

    สุดท้ายคุณปิยพันธุ์ ฝากไว้ว่า หากต้องการเริ่มทำธุรกิจขายสินค้าบนอินเทอร์เน็ต สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ ศึกษาความต้องการของตลาด ตลอดจนดีมานด์และซัพพลายของสินค้าบนตลาดออนไลน์อย่างละเอียด และคอยสังเกตว่าสินค้าชนิดใดที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเวลาที่เขาเดินทางมาเที่ยวประเทศไทย และสินค้าเหล่านี้มีการประกาศขายบนตลาดออนไลน์มากน้อยแค่ไหน และสินค้าตัวไหนที่สามารถหาซื้อมาประกาศขายได้ง่าย ทั้งหมดฟังดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย แต่ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้

        จิราวัฒน์ จารุพันธ์
        JirawatJ@dailynews.co.th


ที่มา http://www.dailynews.co.th
       
 
 
 
 
Copyright © 2008 Thailand Business Pages™.Supports Information,All Rights Reserved.
21 F, Zone B, Elephant Tower, 3300/111 Phahon Yothin Rd., Jatujak, Bangkok 10900, Thailand
Tel. 662-967-9999 ( 100 Online) Fax. 662-937-3311